หยุดมักง่าย!! เผย 6 พฤติกรรมในชีวิตประจำวันของการใช้สมาทโฟน ..ที่ทำให้ระเบิดคามือได้ไม่รู้ตัว!!

1077

ปัจจุบันมีข่าวออกมามากมายเกี่ยวกับการใช้สมาทโฟนแบบผิดๆ จนเป็นเหตุให้เกิดการระเบิด  วันนี้เลยพามาดูเหล่าพฤติกรรมที่เราทำประจำ แต่ไม่รู้เลยว่า สิ่งที่ทำนั้นเป็น ส่วนหนึ่งที่เสี่ยงต่อการระเบิดของสมาทโฟน มีอะไรบ้าง มาดูกัน



1 หยุดการชาร์จข้ามวัน

แม้ว่าแบตเตอรี่ปัจจุบันจะมีระบบอิเล็กทรอนิกส์ช่วยตัดวงจรทั้งในส่วนของแบตเตอรี่และที่ชาร์จแบตเตอรี่เองก็ตาม แต่สิ่งที่ไม่มีใครติดตั้งไว้ก็คือ การแจ้งเตือนว่าระบบอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าวยังสามารถทำงานได้ดีอยู่หรือไม่ เราจึงไม่ควรอย่างยิ่งที่จะชาร์จแบตเตอรี่แบบทิ้งข้ามวัน

โดยทั่วไป หากความร้อนหรือแรงดันไฟขึ้นถึงระดับสูงสุดที่แบตเตอรี่จะรับได้ ระบบตัดไฟก็จะทำงานทันที และทำให้ไม่เกิดอุบัติเหตุใดๆ แต่ปัญหาคือหากระบบดังกล่าวไม่ทำงาน ความร้อนที่เกิดจากชาร์จนั้นก็จะสะสมมากขึ้น จนนำไปสู่การบวมหรือระเบิดได้ หากมีการสะสมที่มากพอพร้อมประกายไฟ

และในส่วนของเครื่องชาร์จที่ระบบตัดไฟไม่ทำงาน การดันกระแสไฟเพื่อส่งไฟเข้าเครื่องตลอดเวลาที่เสียบสายชาร์จค้างไว้จะส่งผลให้แบตเตอรี่เกิดการสะสมความร้อนและดันให้แบตเตอรี่เกิดอาการบวมจนถึงขั้นระเบิดได้เช่นกัน แม้ว่าจะตัดวงจรแล้วก็ตาม

2. ทำความรู้จักแบตเตอรี่ของคุณให้ดีก่อน

การใช้งานแบตเตอรี่ให้ถูกวิธีมีอยู่ในคู่มือการใช้โทรศัพท์มือถือในแต่ละรุ่น โดยการดูแลรักษาตามคู่มือเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุด

แบตเตอรี่แต่ละประเภทหรือแม้กระทั่งความจุและแรงดันไฟนั้นมีความแตกต่างกัน ดังนั้นวิธีการดูแลรักษาจึงต่างกันเป็นธรรมดา การศึกษาคู่มือในส่วนของแบตเตอรี่ก่อนการใช้งานสักนิดเป็นเรื่องที่ไม่ทำให้เสียเวลาเท่าการรักษาเมื่อเกิดอาการระเบิดขึ้นโดยไม่คาดคิด

แต่ในกรณีที่ไม่มีคู่มือ แบตเตอรี่โดยทั่วไปจะมีอุณหภูมิที่เปลือกแบตเตอรี่สามารถรับได้อยู่ในช่วง 0-50 องศาเซลเซียสเท่านั้น และการชาร์จนับเป็นจำนวนครั้งเมื่อครบกำหนดเซล แบตจะเริ่มเสื่อมและสิ้นอายุลงราว 2-3 ปี และหากต้องการเก็บรักษาแบตเตอรี่ที่ไม่ได้ใช้ให้นานขึ้น ควรชาร์จไฟเข้าประมาณ 40% และเก็บใส่ถุงให้ดีพร้อมแช่ในตู้เย็นที่ไม่ใช่ช่องแช่แข็ง

แต่ท้ายที่สุดเมื่อไม่ได้ใช้นานๆแบตเตอรี่นั้นก็จะเสื่อมสภาพตามระยะเวลาจนใช้ไม่ได้

3. เลิกงก…พร้อมเปลี่ยนแบตใหม่เมื่อพบสิ่งผิดปกติ

แบตเตอรี่ที่ดีจะไม่มีความร้อนสะสมไม่ว่าจะด้วยสาเหตุอะไรก็ตาม ดังนั้นใครที่รู้ตัวว่าแบตเตอรี่ร้อนผิดปกติก็ควรจะยอมควักกระเป๋าเปลี่ยนใหม่ รวมถึงแบตเตอรี่ที่มีความผิดปกติที่รูปร่างที่เปลี่ยนแปลง เช่น การบวมของเซลภายในแบตเตอรี่เอง

ก่อนอื่นต้องบอกว่า การคายประจุหรือการใช้ไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ของเครื่องมือถือนั้น ระบบระบายความร้อนของแบตเตอรี่จะสัมพันธ์กับปริมาณความร้อนที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกัน อาการร้อนของแบตเตอรี่มักเกิดจากการทำปฏิกิริยาภายในของเซลแบตเตอรี่ ซึ่งปกติจะส่งผลเพียงแค่อุ่นมือเท่านั้น

ดังนั้น หากพบว่าแบตเตอรี่มีอาการร้อนผิดปกติจนรู้สึกได้ ควรหยุดชาร์จและรอให้แบตเย็นลง เช่นเดียวกับแบตเตอรี่ที่มีอาการบวม ขอแนะนำว่าควรเปลี่ยนแบตเตอรี่ทันที เนื่องจากอาการบวมของแบตเตอรี่มักเกิดจากเซลภายในที่เก็บประจุไฟเกิดอาการผิดปกติขึ้น

4. แบตเตอรี่ไม่ควรใช้เกิน 3 ปี

โดยปกติทั่วไปอายุของแบตเตอรี่จะสามารถใช้งานได้อยู่ประมาณ 2-3 ปีเป็นอย่างมาก แต่เราจะรู้ได้ว่าเมื่อไหร่ที่ควรจะเปลี่ยนแบตเตอรี่จากอาการเสื่อม ที่จะเริ่มเกิดขึ้นเป็นบางเซล

ความผิดปกตินี้จะส่งผลให้การชาร์จและการใช้งานแบตเตอรี่เกิดอาการแบตวูบ โดยจะมีลักษณะชาร์จเท่าไหรก็ไม่เต็มบ้าง หรือชาร์จไม่กี่นาทีแบตก็เต็มแต่ใช้งานได้ไม่กี่นาที และหากใครเคยสังเกตสัญลักษณ์แบตเตอรี่ที่แสดงอยู่บนมือถือ จะเห็นอาการแบตวูบได้ชัดเพราะแทนที่แบตจะลดทีละขีดกลับลดทีเดียวหายไป 2 ขีดเป็นต้น

ทั้งหมดเป็นการเตือนว่าแบตเตอรี่ของท่านควรเปลี่ยนใหม่ก่อนที่จะเกิดปัญหาขึ้น แน่นอนว่าการเลือกเปลี่ยนแบตเตอรี่ควรเลือกยี่ห้อที่ได้มาตรฐานรับรองเพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเอง โดยหากเป็นแบตชนิดที่ไม่สามารถถอดเปลี่ยนเองได้ควรเข้าศูนย์บริการที่เชื่อถือได้

และที่สำคัญ ไม่ควรซื้อแบตเตอรี่เก็บไว้หากไม่จำเป็นต้องใช้ เนื่องจากอายุของแบตเตอรี่เริ่มนับตั้งแต่ออกจากโรงงาน ไม่ว่าจะใช้หรือไม่ใช้ก็จะอยู่ได้เพียงแค่ 3 ปีเท่านั้น

5. อย่าหลงลืมมือถือในที่ร้อนจัด

การลืมโทรศัพท์มือถือในรถยนต์ที่จอดตากแดดอาจจะเป็นอันตรายอย่างยิ่ง เนื่องจากอุณหภูมิที่ร้อนเกินกว่าแบตเตอรี่จะรับได้ นอกจากจะทำให้แบตเตอรี่เกิดอาการเสื่อมเร็วกว่ากำหนดแล้ว อาจเป็นสาเหตุให้แบตเตอรี่เกิดการระเบิดได้

ปกติแล้ว โทรศัพท์มือถือจะมีความร้อนเกิดขึ้นจากการทำงานของตัวเครื่องอยู่ในระดับหนึ่ง แต่เมื่อความร้อนภายนอกสูงกว่าตัวเครื่องการระบายความร้อนจะถูกถ่ายเทมาที่เครื่องโทรศัพท์มือถือมากกว่าความร้อนของมือถือถ่ายเทออก ส่งผลให้ตัวเครื่องเกิดความร้อนสะสมอย่างที่ไม่ควรจะเป็น และหากภายในเครื่องเกิดความผิดปกติจนเกิดประกายไฟ แบตเตอรี่ที่เป็นเสมือนระเบิดที่คอยการประทุอยู่แล้วก็จะเริ่มทำงานทันที การป้องกันที่ดีคือการมีสติก่อนเดินออกจากรถ

6. อย่าไว้ใจระบบนิรภัยใดๆในโลก

ระบบการตัดไฟที่มีอยู่ในปัจจุบัน มีการป้องกันเป็นอย่างดีที่เรียกว่าดีเกินไป เพราะเมื่อแบตเกิดความร้อนจัดเกินกว่า 90 องศาเซลเซียส ระบบจะตัดการทำงานทันที และหากความดันเพิ่มสูงเกินกว่าที่กำหนดระบบก็จะตัดการทำงานอีกเช่นกัน และในทางกลับกันเมื่อแบตเตอรี่เกิดแรงดันไฟต่ำกว่าที่กำหนดระบบก็จะตัดการทำงานเพื่อป้องกันความเสียของระบบที่มีไฟเลี้ยงไม่พอ โดยเมื่อแรงดันต่ำลงเป็นระยะเวลานาน ระบบนิรภัยดังกล่าวก็จะไม่กลับมาเป็นเช่นเดิม

ที่มา fb.upyim.co/105458/

แบ่งปัน